ยอดนิยม
รีสอร์ทริมน้ำ วิวสะพานมอญ
ห้องระเบียงส่วนตัวเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหนือสะพานไม้ เดินถึงจุดตักบาตรใน 3 นาที
คู่มือเจาะลึกฉบับคนท้องถิ่น · อัปเดต 2569
จากวิถีกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งตำบลไล่โว่ สู่มหาศรัทธาสะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) และหลวงพ่ออุตตมะ ชุมชนมุสลิมชายแดน และรอยอดีตทางรถไฟสายมรณะ — เรารวมเรื่องเล่า ที่พัก และบริการนำเที่ยวไว้ในที่เดียว
สะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ), สังขละบุรี ภาพ: เอกสยาม ชัยศร
ผู้สนับสนุน
พื้นที่โฆษณาพรีเมียม 728 × 90เว็บไซต์อยู่ระหว่างการจัดทำหรือทดลองระบบ — ข้อมูล ภาพ และรายละเอียดบางส่วนอาจยังไม่ครบถ้วนหรืออยู่ระหว่างปรับปรุง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และจะทยอยเพิ่มเติมให้สมบูรณ์โดยเร็ว — เอกสยาม ชัยศร
ทุกการเดินทางของคุณที่นี่ คือการดูแลผืนป่าและสายน้ำ เคารพสิทธิและวิถีของผู้คน และกระจายรายได้สู่พี่น้องมอญและกะเหรี่ยงอย่างเป็นธรรม — เราตั้งใจให้สังขละบุรีเป็นต้นแบบจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืน
ดำเนินกิจการท่องเที่ยวโดยยึดหลักสากล 10 ประการ ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต
เคารพสิทธิและวิถีของชุมชนชาติพันธุ์มอญและกะเหรี่ยง ไม่ละเมิด ไม่รบกวนวิถีชีวิต และให้ชุมชนเป็นเจ้าของเรื่องเล่าของตนเอง พร้อมกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
มุ่งสู่มาตรฐานหมู่บ้านท่องเที่ยวยั่งยืน ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ส่งเสริมการเดินทางคาร์บอนต่ำ และการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
มองหาตราเหล่านี้บนการ์ดที่พัก ร้านอาหาร และไกด์ท้องถิ่น เพื่อเลือกสนับสนุนผู้ประกอบการสายเขียวที่ผ่านเกณฑ์ — ดูเกณฑ์การได้รับตราทั้งหมด →
ปลอดพลาสติกใช้ครั้งเดียว
Single-Use Plastic Free
รายได้สู่ชุมชน
Community Benefit
จ้างงานเป็นธรรม
Fair Labor
เคารพสิทธิชุมชน
Human Rights · UNGPs
ร่วมหลักการ UNGC
UN Global Compact
ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
Low-Carbon Travel
เป้าหมายที่เรามุ่งไปร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ภายใน พ.ศ. 2570
* ตัวเลขเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกับชุมชน ไม่ใช่ผลสำเร็จที่วัดแล้ว ปรับปรุงข้อมูลตามการประเมินจริงเป็นระยะ
เลือกพัก กิน และเที่ยวกับผู้ประกอบการสายเขียว แล้วการเดินทางของคุณจะกลายเป็นแรงสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและผู้คนของสังขละบุรีโดยตรง
เรื่องเล่าที่ทำให้สังขละบุรีไม่เหมือนที่ไหนในประเทศไทย คลิกเพื่ออ่านเชิงลึก
สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในไทย ชื่อทางการคือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” ที่นักท่องเที่ยวมักเรียกว่า “สะพานมอญ” สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและการตักบาตรยามเช้าในสายหมอก ซึ่งการบูรณะและร่วมสร้างในภายหลังเป็นความร่วมมือของพี่น้องทุกชาติพันธุ์
อ่านเรื่องเล่า →พี่น้องกะเหรี่ยงผู้ตั้งถิ่นฐานในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมาก่อนการประกาศเขตฯ อยู่ร่วมกับป่าด้วยภูมิปัญญาไร่หมุนเวียน เข้าถึงด้วยรถโฟร์วิล
อ่านเรื่องเล่า →
พี่น้องกะเหรี่ยงและลัวะ (ชนพื้นถิ่นดั้งเดิม) มอญ พม่า มุสลิม และไทย รวมถึงพี่น้องชาวใต้ที่เข้ามาบุกเบิกสวนยางช่วยยกระดับรายได้ของชุมชน ทุกกลุ่มล้วนช่วยกันหล่อหลอมให้สังขละบุรีเป็นอัญมณีล้ำค่า อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล พร้อมอาหารฮาลาลต้นตำรับอย่างโรตีโอ่ง
อ่านเรื่องเล่า →
จากพิธีศรัทธาของชุมชนมอญ สู่การแกะรอยทางรถไฟสายมรณะและด่านเจดีย์สามองค์ จุดสิ้นสุดแผ่นดิน
อ่านเรื่องเล่า →อำเภอชายแดนตะวันตกสุดของกาญจนบุรี ที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ผืนป่ามรดกโลก และผู้คนหลากวัฒนธรรม
จังหวัด
กาญจนบุรี
พื้นที่
3,349.40 ตร.กม.
เขตปกครอง
3 ตำบล · 20 หมู่บ้าน
ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี
~215 กม.
ชายแดนเมียนมา
ด่านเจดีย์สามองค์
ท้องถิ่น
4 อปท. (ทต.วังกะ + อบต. 3)
ที่ตั้งตัวอำเภอและเทศบาลตำบลวังกะ ศูนย์รวมการท่องเที่ยว — สะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) วัดวังก์วิเวการาม ชุมชนมอญวังกะ และด่านเจดีย์สามองค์ จุดผ่านแดนไทย–เมียนมา
พื้นที่ป่าเขาและสายน้ำตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางผ่านสำคัญสู่ตัวอำเภอสังขละบุรี
พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก ถิ่นพี่น้องกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตฯ อยู่ร่วมกับผืนป่าด้วยภูมิปัญญาไร่หมุนเวียน เข้าถึงได้ด้วยรถโฟร์วิล
คำขวัญอำเภอสังขละบุรี
“สะพานไม้ ด่านเจดีย์ นทีสามประสบ มรดกทุ่งใหญ่ ไทยกะเหรี่ยงรามัญ สารพันธรรมชาติ อภิวาทหลวงพ่ออุตตมะ เมืองสังขละชายแดน สุดแคว้นตะวันตก”
เล่าเรื่องด้วยความเคารพ — เว็บไซต์นี้นำเสนอสังขละบุรีด้วยความเคารพต่อทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา และวิถีของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะพี่น้องกะเหรี่ยงผู้เป็นเจ้าของถิ่นดั้งเดิมในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมาก่อนการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เราตั้งใจให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ไม่รบกวนวิถีชีวิต และให้เกียรติผู้คนในฐานะเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง
จากช่องเขาเดินทัพโบราณ สู่เมืองใต้น้ำและชุมชนหลากวัฒนธรรมที่มีชีวิตในวันนี้
ชนพื้นถิ่นดั้งเดิม
ก่อนผู้คนกลุ่มอื่นจะเข้ามา พี่น้องกะเหรี่ยงคือชนพื้นถิ่นดั้งเดิมของผืนป่าและขุนเขาแถบนี้ เมืองสังขละบุรีเก่าตั้งอยู่ที่บ้านสะเนพ่อง และมีเจ้าเมืองเชื้อสายกะเหรี่ยงปกครองสืบทอดกันมายาวนาน ทั้งนี้ผืนแผ่นดินตะวันตกยังเป็นถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ–เขมรดั้งเดิมอย่างลัวะ (ละว้า/ละเวือะ) มาแต่โบราณ
สมัยโบราณ
ด่านเจดีย์สามองค์คือช่องเขาชายแดนตะวันตกสุดของสยาม เส้นทางเดินทัพหลักในสงครามไทย–พม่าสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็น “หินสามกอง” ที่ผู้คนสักการะก่อนข้ามแดน ต่อมา พ.ศ. 2432 พระศรีสุวรรณคีรี (ทะเจียงโปรย เสตะพันธ์) เจ้าเมืองสังขละบุรี ร่วมกับราษฎรสร้างพระเจดีย์ 3 องค์ขึ้นบนหินสามกอง ทั้งนี้เจ้าเมืองสังขละบุรีในอดีตเป็นชาวกะเหรี่ยงตระกูลเสตะพันธ์ ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ “พระศรีสุวรรณคีรี” สืบต่อกันหลายชั่วคน
พ.ศ. 2485–2486 · สงครามโลกครั้งที่ 2
กองทัพญี่ปุ่นเร่งสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์จากหนองปลาดุกสู่เมืองทันบูซายัดในพม่า ผ่านกาญจนบุรีและด่านเจดีย์สามองค์ ระยะทางรวม 415 กิโลเมตร 37 สถานี ด้วยแรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรเอเชียจำนวนมหาศาลที่ต้องสังเวยชีวิต จนได้ชื่อว่า “สายมรณะ”
พ.ศ. 2492–2496 · ก่อตั้งชุมชนมอญ
ต่อมาเมื่อชาวมอญจำนวนมากอพยพหนีภัยข้ามจากฝั่งเมียนมา หลวงพ่ออุตตมะได้นำพี่น้องมอญมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านวังกะล่าง บริเวณ “สามประสบ” จุดบรรจบของลำน้ำซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี และร่วมกับชาวมอญ–กะเหรี่ยงสร้างวัดวังก์วิเวการามขึ้นใน พ.ศ. 2496
พ.ศ. 2527 · หลังสร้างเขื่อน
การสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ) ทำให้น้ำท่วมตัวอำเภอเก่าและหมู่บ้านมอญ วัดวังก์วิเวการามเดิมจมอยู่ใต้ทะเลสาบ กลายเป็น “วัดใต้น้ำ” ที่โผล่ให้เห็นยามน้ำลด ชุมชนย้ายขึ้นเนินเขาในปัจจุบัน โดยหลวงพ่อจัดสรรที่ดินวัดให้ครอบครัวละ 30 ตารางวา และเกิดสะพานไม้ข้ามลำน้ำที่ต่อมาได้ชื่อทางการว่า “สะพานอุตตมานุสรณ์” (ที่นิยมเรียกกันว่าสะพานมอญ) เชื่อมสองฝั่งชุมชน
ด่านเจดีย์สามองค์เป็นช่องเขายุทธศาสตร์ที่กองทัพไทยและพม่าใช้เดินทัพต่อเนื่องตลอดสมัยอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทัพพม่ายกกำลังมหาศาลเข้าทางด่านนี้เพื่อหมายตีกรุงศรีอยุธยา ขณะที่ฝ่ายอยุธยาก็เคยใช้เส้นทางหัวเมืองมอญ–ด่านเจดีย์สามองค์ในการศึก เชื่อมต่อเมืองชายแดนฝั่งมอญอย่างเชียงกราน (เดิงกรายน์) ครั้นถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2328 พม่ายกทัพใหญ่ใน “สงครามเก้าทัพ” โดยทางหนึ่งผ่านด่านเจดีย์สามองค์ และในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จกรีธาทัพหลวงไปรับศึกพม่าที่ตำบลสามสบ–ท่าดินแดง แขวงเมืองไทรโยค จึงทรงพระราชนิพนธ์ “กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง” บันทึกการเดินทัพครั้งนั้นไว้
แผนผังจัดทำขึ้นใหม่เพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่แผนที่ตามมาตราส่วนจริง
กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2485–2486) จากชุมทางหนองปลาดุก จ.ราชบุรี ผ่านกาญจนบุรีและด่านเจดีย์สามองค์ สู่เมืองทันบูซายัดในพม่า รวม 415 กิโลเมตร (ในไทย 303.95 กม. ในพม่า 111.05 กม.) 37 สถานี ใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรเอเชียจำนวนมหาศาล ปัจจุบันเปิดเดินรถถึงสถานีน้ำตก
แผนผังจัดทำขึ้นใหม่เพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่แผนที่ตามมาตราส่วนจริง · เรียบเรียงจากข้อมูลทางรถไฟสายมรณะ
ช่วงที่ยังเปิดเดินรถปัจจุบัน (สายน้ำตก) เรียงลำดับจากต้นทาง
ช่วงตอนบนสู่ชายแดน — ค่ายและสถานีสำคัญ (รางถูกรื้อถอนหลังสงคราม)
★ ค่าย/สถานีในเขตอำเภอสังขละบุรี (ตามบันทึกเชลยศึก F Force)
ฝั่งเมียนมา → ปลายทาง
ที่ Konkoita ในปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 รางจากฝั่งไทยและฝั่งพม่ามาบรรจบกัน มีพิธีตอกหมุดทองคำลงบนหมอนไม้มะเกลือ ปัจจุบัน Konkoita และนิเถะจมอยู่ใต้ทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ เช่นเดียวกับเมืองเก่าและวัดวังก์วิเวการามเดิม
หมายเหตุ: ตลอดสายมีสถานีและที่หยุดรถรวม 37 แห่ง รายการข้างต้นคัดเฉพาะสถานีและค่ายสำคัญที่มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจน ส่วนชื่อสถานีย่อยฝั่งเมียนมาบางแห่งอยู่ระหว่างตรวจสอบจากเอกสารการรถไฟและหอจดหมายเหตุ
ยุคจารีต–อยุธยา
ช่องเขาด่านเจดีย์สามองค์เป็นประตูศึกและการค้าระหว่างสยามกับหัวเมืองมอญ–พม่า เมืองสังขละบุรีเก่าที่บ้านสะเนพ่องมีเจ้าเมืองเชื้อสายกะเหรี่ยงปกครองสืบมา
สงครามโลกครั้งที่ 2
ค่ายซองกุไร นิเถะ และจังการายาในเขตสังขละบุรี คือพื้นที่ที่มีการสูญเสียชีวิตของเชลยศึกและกรรมกรเอเชียจำนวนมหาศาล — ความทรงจำที่ต้องเล่าด้วยความเคารพ ท่ามกลางบริบทบทบาทของไทยในสงคราม
หลังสงคราม–การอพยพมอญ
หลวงพ่ออุตตมะนำพี่น้องมอญมาตั้งถิ่นฐาน เกิดเรือนไทย–มอญ วัดวังก์วิเวการาม และสะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) เป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมอันโดดเด่น
ยุคเขื่อน–ปัจจุบัน
เขื่อนวชิราลงกรณทำให้เมืองเก่าจมน้ำและชุมชนต้องย้ายถิ่น ต่อมาไล่โว่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษกะเหรี่ยง (มติ ครม. 3 ส.ค. 2553) มุ่งสู่การท่องเที่ยวที่เคารพวิถีชุมชน
“กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง” เป็นนิราศที่พรรณนาการกรีธาทัพหลวงทางชลมารคสู่แดนตะวันตก สลับการชมธรรมชาติสองฝั่งน้ำกับความอาวรณ์ ก่อนปิดท้ายด้วยการรบขับไล่ทัพพม่าที่ “ท่าดินแดง–สามสบ” บนลำน้ำแควน้อยตอนบน แถบเมืองไทรโยค–ท่าขนุน (ทองผาภูมิ) อันเป็นเส้นทางเดียวกับด่านเจดีย์สามองค์ ทั้งนี้ตำแหน่งที่แน่ชัดของ “ท่าดินแดง–สามสบ” ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะแหล่งอ้างอิงระบุไม่ตรงกัน
เราขออัญเชิญบทประพันธ์ฉบับเต็มตามต้นฉบับของกรมศิลปากรมาเผยแพร่ในลำดับถัดไป ด้วยความเคารพต่อต้นฉบับและการอ้างอิงที่ถูกต้อง
ศูนย์รวมศรัทธา
แม้แผ่นดินสังขละบุรีจะเริ่มต้นจากพี่น้องกะเหรี่ยงผู้เป็นชนพื้นถิ่นดั้งเดิม แต่เมื่อกล่าวถึงชุมชนมอญวังกะ ย่อมผูกพันแน่นแฟ้นกับ พระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ, พ.ศ. 2453–2549) พระมหาเถระชาวมอญผู้เป็นที่เคารพของชาวกะเหรี่ยง มอญ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านคือผู้นำพาพี่น้องมอญอพยพมาตั้งถิ่นฐาน สร้างวัดวังก์วิเวการาม จัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านหลังน้ำท่วมเมืองเก่า และเป็นแรงศรัทธาเบื้องหลังการสร้างสะพานไม้ข้ามลำน้ำ ชื่อของท่านจึงผูกพันแนบแน่นกับเมืองสังขละบุรีจนถึงทุกวันนี้
เลือกชม 3 ชุมชนหลักด้านล่าง หรือดูเรื่องราวหมู่บ้านหลากวัฒนธรรมและคุณค่าเชิงท่องเที่ยวเพิ่มเติมที่หน้า ชุมชนน่าเที่ยว →
หัวใจวัฒนธรรมมอญ ที่ตั้งวัดวังก์วิเวการาม เจดีย์พุทธคยาจำลอง ตลาดเช้าชาวมอญ และปลายสะพานมอญฝั่งชุมชน
หมู่บ้านชายแดนและจุดผ่านแดนถาวรไทย–เมียนมา ปลายทางประวัติศาสตร์บนทางหลวง 323 ก่อนถึงตัวอำเภอราว 4 กิโลเมตร
6 หมู่บ้านกะเหรี่ยงกลางผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตฯ และอยู่กับป่าด้วยภูมิปัญญาไร่หมุนเวียน
หมายเหตุ: ช่วงเวลาจัดงานอาจปรับเปลี่ยนตามปฏิทินจันทรคติและการกำหนดของชุมชนในแต่ละปี โปรดตรวจสอบกับชุมชนท้องถิ่นก่อนเดินทาง
เนื้อหาเรียบเรียงเพื่อการเผยแพร่เชิงวัฒนธรรม อยู่ระหว่างตรวจทานเพิ่มเติมกับเอกสารวิชาการและชุมชนท้องถิ่น หากมีข้อคลาดเคลื่อน ยินดีรับการแก้ไขด้วยความเคารพ
ภาพชุดนี้บันทึกจากพื้นที่จริงโดย เอกสยาม ชัยศร — คลิกเพื่อดูเต็มจอ
คัดเฉพาะที่พักเรตติ้งดี ตื่นมาเห็นหมอกริมน้ำ — เช็คห้องว่างและราคาได้ทันที
ยอดนิยม
ห้องระเบียงส่วนตัวเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหนือสะพานไม้ เดินถึงจุดตักบาตรใน 3 นาที
คู่รักชอบ
นอนบ้านไม้สไตล์มอญใจกลางหมู่บ้าน อิ่มอุ่นกับอาหารเช้าโฮมเมดและกาแฟดอย
วิวพาโนรามา
ห้องกระจกมองเห็นทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ เหมาะกับสายถ่ายรูปและพักผ่อนเงียบๆ
ออกแบบจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวมองหามากที่สุด — บรรยากาศสายหมอกริมน้ำ มรดกวัฒนธรรม และประสบการณ์กับคนท้องถิ่น โดยเที่ยวอย่างเคารพวิถีชุมชน ปรับได้ตามวันเวลาและความสนใจ
สำหรับผู้มีเวลาจำกัดแต่อยากเก็บหัวใจของเมืองให้ครบ
จังหวะกำลังดี ได้ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติ
สำหรับผู้อยากเข้าใจผืนป่าและผู้คนอย่างแท้จริง
ไม่ต้องกรอกระบบยุ่งยาก แค่ทักไลน์หรือเมสเซนเจอร์แล้วบอกวันเดินทาง ทีมงานคนสังขละฯ ตอบเร็วและจัดคิวให้
โทรจองโดยตรง: 081-654-5922
ตอบกลับเฉลี่ยภายใน 15 นาที · เปิดบริการทุกวัน 06:00–20:00 น.
บริการยอดนิยม
พื้นที่สนับสนุนโดยร้านค้าและผู้ประกอบการในสังขละบุรี